Black Ribbon

ส่งออกไทยเจอศึก 'กำแพงการค้าสีเขียว' EXIM BANK แนะปรับธุรกิจ รับกติกาโลก

22 กรกฎาคม 2569
ส่งออกไทยเจอศึก 'กำแพงการค้าสีเขียว' EXIM BANK แนะปรับธุรกิจ รับกติกาโลก
  • ประเทศคู่ค้าหลักของไทย เช่น สหรัฐฯ, EU และจีน กำลังยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) ซึ่งกลายเป็น "กำแพงการค้าสีเขียว" ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย
  • สหภาพยุโรป (EU) เป็นผู้นำในการออกมาตรการสำคัญหลายฉบับ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอน (CBAM), กฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ (PPWR)
  • ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดทำข้อมูล ESG ที่ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • EXIM BANK แนะให้ผู้ส่งออกเร่งปรับธุรกิจ พร้อมเสนอมาตรการช่วยเหลือผ่านสินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยพิเศษ และบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อรับมือกติกาการค้าโลกใหม่

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศคู่ค้าหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) และจีน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกไทย กำลังเร่งยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก จำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น "กติกาการค้าโลกยุคใหม่" ที่จะส่งผลต่อการเข้าถึงตลาด การได้รับคำสั่งซื้อ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

EU เดินหน้า Green Deal ออกกฎสิ่งแวดล้อมกว่า 3,400 ฉบับ

นายชลัช กล่าวว่า สหภาพยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ European Green Deal โดยได้ออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้วมากกว่า 3,400 มาตรการ ซึ่งหลายมาตรการกำลังทยอยมีผลบังคับใช้และจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยกำหนดมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การลดการใช้วัสดุ การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ ยังมี มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน แต่มีแนวโน้มขยายไปยังสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรอื่นในอนาคต

EU เดินหน้า Green Deal ออกกฎสิ่งแวดล้อมกว่า 3,400 ฉบับ

นายชลัช กล่าวว่า สหภาพยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ European Green Deal โดยได้ออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแล้วมากกว่า 3,400 มาตรการ ซึ่งหลายมาตรการกำลังทยอยมีผลบังคับใช้และจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในทางปฏิบัติในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยกำหนดมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การลดการใช้วัสดุ การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ ยังมี มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน แต่มีแนวโน้มขยายไปยังสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรอื่นในอนาคต

อีกมาตรการที่ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา คือ กฎหมายว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) ที่กำหนดให้สินค้าบางประเภท เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ไม้ และสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้อง ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า

ขณะเดียวกัน EU ยังบังคับใช้ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ซึ่งกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

สหรัฐฯ และจีนเร่งยกระดับมาตรฐาน ESG

ด้านสหรัฐอเมริกา นายชลัช กล่าวว่า กำลังผลักดัน PROVE IT Act ซึ่งมุ่งประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าอุตสาหกรรม และอยู่ระหว่างการเสนอร่าง Foreign Pollution Fee Act เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมสินค้านำเข้าที่มีความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Carbon Intensity) สูงกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

ส่วนจีน แม้ยังไม่มีมาตรการลักษณะเดียวกับ CBAM แต่ได้เร่งพัฒนา China Sustainability Disclosure Standards (CSDS)ซึ่งเป็นมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนระดับประเทศ เพื่อยกระดับการรายงาน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับความต้องการของนักลงทุนทั่วโลก

ESG กลายเป็น "ใบผ่านทาง" ของการส่งออก

นายชลัช กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดเก็บข้อมูล ESG รวมถึงการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า แม้มาตรการเหล่านี้จะเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการในระยะสั้น แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้คู่ค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) มากขึ้น

EXIM BANK เตรียมช่วยลูกค้าจัดทำข้อมูล ESG

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เตรียมพัฒนาบริการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และผู้ส่งออกที่เป็นลูกค้าของธนาคาร

บริการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเตรียมข้อมูล ESG ที่จำเป็นสำหรับตอบข้อกำหนดของผู้นำเข้า บริษัทข้ามชาติ และผู้ซื้อในห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเสี่ยงในการสูญเสียคำสั่งซื้อ และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก

พร้อมกันนี้ ธนาคารยังเร่งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ แหล่งเงินทุน และกลไกช่วยเหลือ ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้าน ESG ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Finance)

ปล่อยสินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยเริ่ม 2.75%

ในด้านการสนับสนุนทางการเงิน ปัจจุบัน EXIM BANK มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเสนออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.75% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี

ประกอบด้วย 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

  • สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon สำหรับลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน
  • สินเชื่อ Green X Transformation สำหรับลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต และนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจ

ทั้งสองผลิตภัณฑ์มีเป้าหมายช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

เพิ่มแรงจูงใจ ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25%

นอกจากสินเชื่อเพื่อการลงทุนแล้ว EXIM BANK ยังสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการส่งออกและธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ผู้ประกอบการที่สมัครสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน หรือสินเชื่อหมุนเวียน ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 จะได้รับ ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ต่อปี เป็นระยะเวลาสูงสุด 1 ปี

ขณะเดียวกัน EXIM BANK ยังส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้สามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER แบบแผนงานของธนาคาร รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผลักดันการใช้ระบบ SET Carbon ภายใต้โครงการ EXIM Know Your Carbon เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

สำหรับลูกค้าที่ใช้สินเชื่อของ EXIM BANK และจัดทำรายงานผ่านระบบดังกล่าว จะได้รับ ส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมสูงสุด 0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญาเงินกู้

นายชลัช กล่าวว่า ในระยะต่อไป ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าและราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG และความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่ และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.